ชัยยง ขำเปี่ยม อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติ สู่ โค้ชสร้างคนกีฬารุ่นใหม่

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ ชัยยง ขำเปี่ยม อดีตผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติไทย เมื่อครั้งสมัย 10 กว่าปีที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักผู้รักษาประตูรายนี้  เพราะเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา สุดยอดผู้รักษาประตูรายนี้ได้เคยสร้างผลงานที่สามารถพาทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลในอันดับ 4 ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนเกมส์ มาแล้วถึง 2 สมัย เมื่อครั้งที่ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ ในปี พ.ศ.2533 และครั้งที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ในปี พ.ศ.2544 แถมยังสามารถโชว์ฟอร์มการเล่นในตำแหน่งปราการด่านสุดท้ายของทีมชาติไทยได้อย่างเยี่ยมยอดเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด ในระยะเวลาที่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตูให้กับทีมชาติไทย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ ชัยยง ขำเปี่ยม จะโบกมือลาเส้นทางวงการลูกหนังไทยไปแล้ว เป็นระยะเวลาหลายปี เนื่องด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยนัก แต่เขาก็ใช่ว่าจะทิ้งวงการลูกหนังไทยไปเสียทีเดียว เขายังเคยได้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนในทีมฟุตบอล อินทรีเพื่อนตำรวจ และในอีกหลาย ๆ สโมสรในลีกต่าง ๆ ของประเทศไทย

 

ชัยยง ขำเปี่ยม เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 อดีตผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติไทย ปัจจุบันรับราชการตำรวจในตำแหน่ง ผู้กำกับการ ฝ่ายอำนวยการ 8 กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภูมิลำเนาเป็นชาวกรุงเทพมหานคร มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดย ชัยยง ขำเปี่ยม เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว มีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 1 คน ในช่วงวัยเด็ก ชัยยง ขำเปี่ยม ได้ติดตามพี่ชายไปเล่นกีฬาฟุตบอล จึงทำให้เขาชื่นชอบกีฬาฟุตบอลตั้งแต่ที่เขามีอายุได้เพียง 10 ขวบ ชัยยง ขำเปี่ยม เริ่มเข้าสู่วงการลูกหนังอย่างจริงจังในช่วงศึกษาในระดับชั้นมัธยมต้น ที่โรงเรียนเทพลีลา ในช่วงนั้น ชัยยง ขำเปี่ยม ได้เข้าไปร่วมคัดตัวเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน และก็ได้ติดเข้าทีมของโรงเรียนในที่สุด แต่ด้วยความเป็นเด็กมีความเขินอาย จึงไม่กล้าที่จะเข้าไปร่วมซ้อมกับนักฟุตบอลรุ่นพี่ จึงไม่ได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลของทีมโรงเรียน และในขณะนั้นเองโรงเรียนเทพลีลาได้ส่งทีมเข้าแข่งขันกีฬาโรงเรียนเป็นปีสุดท้าย ชัยยง ขำเปี่ยม จึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เล่นกีฬาฟุตบอลที่สนามกีฬาหัวหมาก จนวันหนึ่งได้มีรุ่นพี่ที่ได้สังกัดอยู่ในทีมโอสถสภา มาช่วยฝึกซ้อมให้ และชักนำให้เข้าสู่ทีมเยาวชนของโอสถสภา ทั้งยังได้ส่งแข่งขันในรายการต่าง ๆ อีกด้วย

 

ชัยยง ขำเปี่ยม เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังกับสโมสรฟุตบอลตำรวจ หรือปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลอินทรีเพื่อนตำรวจ ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2531 ชัยยง ขำเปี่ยม ได้พาทีมสามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วย มวก. และแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอล โตโยต้า คัพ ได้อีก 2 สมัย จนเขาได้ถูกเรียกให้ติดทีมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ชัยยง ขำเปี่ยม เป็นนักฟุตบอลตำแหน่งผู้รักษาประตูของทีมชาติไทย ในชุดที่ทีมชาติไทยได้รางวัลอันดับที่ 4 ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ถึง 2 ครั้ง คือ การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. 2533 และการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2541

 

เมื่อ พ.ศ. 2549 ชัยยง ขำเปี่ยม ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนได้พาสโมสรฟุตบอลตำรวจ สามารถคว้าแชมป์ ฟุตบอลดิวิชั่น 1 ทำให้สโมสรตำรวจสามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาแข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศไทยได้ ก่อนที่จะตกชั้นกลับมาเล่นในการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 อีกครั้งในปีถัดมา ชัยยง ขำเปี่ยม ได้วางมือจากการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ของสโมสรฟุตบอลตำรวจ โดยมอบหมายให้ วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ มารับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนต่อในปี พ.ศ. 2551 แต่ วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ ก็ไม่สามารถที่จะพาสโมสรฟุตบอลตำรวจ กลับขึ้นไปเล่นในการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีกได้

 

ในปี พ.ศ. 2552 ชัยยง ขำเปี่ยม จึงได้รับเลือกให้กลับมาทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสโมสรตำรวจอีกครั้ง ซึ่งด้วยความสามารถของเขา ก็ได้พาทีมคว้าแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลรายการ ดิวิชั่น 1 มาได้อีก 1 สมัย และสามารถพาสโมสรฟุตบอลตำรวจ กลับไปสู่การแข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศได้อีกครั้ง ซึ่งในระยะเวลาต่อมา สโมสรฟุตบอลตำรวจก็ได้เปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น สโมสรฟุตบอลอินทรีเพื่อนตำรวจ

 

ชัยยง ขำเปี่ยม ถือได้ว่าเป็นอดีตนักกีฬาที่ได้สร้างเกียรติประวัติไว้อย่างมากมาย สามารถเป็นต้นแบบให้กับนักกีฬาในรุ่นหลัง ๆ สามารถก้าวเข้ามาสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย และประสบความสำเร็จอย่างที่นักกีฬาต้นแบบได้สร้างเอาไว้