ย้อนรอยตำนานไทย “ซ้ายกดรีโมท” ดุสิต เฉลิมแสน ดาราเอเชียคนที่ 6

ถ้าหากจะให้กล่าวถึงนักเตะตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ฝีเท้าดีที่สุดตลอดกาลของทีมชาติไทย ก็คงจะหนีไม่พ้นกับนักเตะที่เป็นเจ้าของดาราเอเชีย นั้นคือ ดุสิต เฉลิมแสน เขาเป็นนักเตะตำแหน่งแบ็คซ้ายในตำนานของทีมชาติไทยในยุคดรีมทีมรุ่งเรือง โดยเฉพาะลูกตั้งเตะหรือลูกฟรีคิก ลูกเตะมุม หรือว่าแม้กระทั่งการโยนลูกจากริมเส้นของเขา เรียกได้ว่าเป็นที่ติดตาติดใจแฟนบอลอยู่เสมอ

ดุสิต เฉลิมแสน มีชื่อเล่นว่า “โอ่ง” เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2513 ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดสกลนคร เขาได้เดินทางมาเพื่อศึกษาต่อที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี โดยเขานั้นได้มีโอกาสลงสนามเล่นฟุตบอลในระดับนักเรียนให้กับสถาบันฯ  และเป็นครั้งแรก ที่เขาได้มีโอกาสลงสนามเล่นในระดับสโมสรให้กับสโมสรโรงเรียนศาสนวิทยา ที่กำลังเพิ่งจะก่อตั้งทีมในช่วงแรก ๆ อีกด้วย (ปัจจุบันคือสโมสร บีอีซี เทโรศาสน)  โดยในสมัยที่เขาได้เล่นให้กับวิทยาลัยพลศึกษจังหวัดชลบุรี เขาได้เล่นในตำแหน่งกองกลาง ก่อนที่เขาจะโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งมาเล่นแบ็คซ้ายในเวลาต่อมา

เขาได้กลายเป็นตำนานเหนือตำนาน เป็นผู้เล่นที่อยู่ในทีม บีอีซี เทโรฯ ชุดรองแชมป์ ACL 2002 – 2003 และเพิ่งจะพา ทีมบีจี ปทุมฯ คว้าแชมป์ไทยลีกเป็นสมัยแรกได้อีกด้วย กับเส้นทางลูกหนังของเขาในวัย 51 ปี

ดุสิต เฉลิมแสน หรือฉายา “ซ้ายกดรีโมท” ได้เป็นชื่อที่คุ้นหูเหล่าแฟนบอลชาวไทยด้วยผลงานในการลงสนามไปเล่นแล้วได้วาดลวดลายไว้อย่างโดดเด่นในสมัยเป็นนักเตะกับผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คซ้าย กับการผ่านบอลที่สุดแสนจะแม่นยำอย่างกะจับวาง และทีเด็ดที่สำคัญคือ “ลูกฟรีคิกปลิดวิญญาณ” ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ให้เป็นที่จดจำของแฟนบอลทุกคน นับได้ว่าตั้งแต่ที่เขาเล่นฟุตมาตลอดชีวิต ดุสิต เฉลิมแสน นั้นได้ตั้งใจ มุ่งมั่น บนเส้นทางฟุตบอลมาตลอด นับตั้งแต่ในวัยเด็กที่เขายังได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านเกิดจังหวัดสกลนคร จนวันหนึ่งผลงานได้ไปเข้าตาแมวมองของโรงเรียนศาสนวิทยา (โปลิศ เทโร เอฟซี ในปัจจุบัน) แต่เขาก็ได้ตัดสินใจเดินทางมาศึกษาต่อที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่นระดับสโมสรให้กับโรงเรียน ศาสนวิทยา จนกระทั่งถูกเรียกให้ติดทีมชาติไทย ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี นับว่าเป็นก้าวสำคัญสู่นักเตะอาชีพเต็มตัวในเวลาต่อมา

“เดอะโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และได้ประสบความสำเร็จกับการเล่นฟุตบอลอย่างมาก เขา สามารถสร้างรายได้ในการลงเล่นให้สโมสรเพื่อนตำรวจ และ บีอีซี เทโรศาสน รวมไปถึงยังมีชื่อติดทีมชาติไทยได้อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความสามารถ เก่งบวกกับความสำเร็จก็ทำให้กลายเป็นดาบสองคมเพราะชีวิตนอกสนาม ไม่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เขาได้เดินหลงทาง เริ่มเที่ยว เริ่มดื่ม ได้กลายเป็นนักเตะเพลย์บอย ของวงการ มีแต่ข่าวด้านลบ ให้เห็นบนหน้าสื่อทั่วไป ถึงแม้ว่าเขาจะหลงผิดไปบ้าง  แต่ด้วยใจที่รักฟุตบอลอยู่  เขาได้หันกลับมาใหม่และโฟกัสให้กับฟุตบอล  ปรับปรุงแก้ไข กลับตัวเริ่มใหม่  เพื่อทำให้ฟุตบอลได้อยู่เป็นคู่ชีวิตของเขาต่อไป จึงทำให้เขายังคงได้ติดทีมชาติไทย อย่างต่อเนื่อง ด้วยผลงานและฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทำให้เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง  และได้ถูกยกย่องเป็นแข้งดาราเอเชียในปี 1997 และได้เป็นผู้เล่นดาราเอเชียคนที่ 6 ของวงการฟุตบอลไทย

ผลงานกับทีมชาติไทยของ ดุสิต เฉลิมแสน ลงเล่นให้กับทีมชาติมากกว่า 120 นัด รับใช้ชาติมากว่า 14 ปี  (พ.ศ. 2535 – 2547)  พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย เช่น ซีเกมส์ ครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 , แชมป์ฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 25 ,แชมป์อาเซียน คัพ 3 สมัย และ ยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เคยพาทีมชาติไทยไปสู่ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 10 ทีมสุดท้ายอีดด้วย ในยุคที่ ปีเตอร์ วิธ คุมทัพ

หลังค้าแข้งครั้งแรกกับ บีอีซี เทโรฯ  ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 เขาได้โอกาสไปเล่นต่างแดนกับ  ให้กับ ทีมโมฮัน บากัน ประเทศอินเดีย นานถึง 3 ปี  จากตรงนี้ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขามีความรับผิดชอบ มีวินัยมากขึ้น การปฏิบัติตัวอย่างไรที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แล้วสิ่งที่เขาได้กลับมานั่นก็คือสภาพร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์พร้อมที่จะฝึกซ้อม และลงเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ในตอนนี้ จะอยู่ในวัน 30 ปี  แต่ร่างกายยังฟิตเปรี๊ยะเหมือนสมัยยังหนุ่ม

ต่อมา ดุสิต ได้เดินทางกลับมาเมืองไทยและมาเล่นให้กับ บีอีซี เทโรศาสน อีกครั้งเป็นหนที่สอง แต่ครั้งนี้เป็นการสร้างประวัติศาสตร์สุดจะยิ่งใหม่ เมื่อเขาสามารถช่วยพาทีม มังกรไฟ ในยุครุ่งเรืองให้โลดแล่นบนเวที เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยผลงานที่ร้อนแรง  ก่อนจะจบลงด้วยการคว้ารองแชมป์ในปี 2002-03

เข้าสู่วัย 33 ปี ดุสิต ยังคงมองหาความท้าทายในอาชีพต่อไป  ก่อนจะได้ตกลงเซ็นสัญญากับยักษ์ใหญ่วีลีกเวียดนาม นากถึง 5 ปี อย่าง ฮองอันห์ยาลาย ซึ่งยุคนั้น ฮองอันห์ฯ คว้าแข้งไทยไปร่วมทัพหลายคนอาทิ ศักดิ์ดา เจิมดี , “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือคนปัจจุบันของทีม โดยมี ดุสิต เป็นหนึ่งในนั้น

ผลงานตลอด 5 ปี ที่อยู่กับ ฮองอันห์ฯ สามารถช่วยต้นสังกดในการคว้าแชมป์วีลีก 2 สมัย และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือเขาค้าแข้งกับทีมจนถึงอายุ 38 ปี และในปี 2020 เขายังได้รับการโหวตจากแฟนบอลให้ติดทีมยอดเยี่ยมตลอดกาลของ ฮองอันห์ยาลาย ร่วมกับ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อีกด้วย

หลังจากสร้างชื่อเสียงในต่างแดน และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย  ดุสิต ได้ย้ายกลับมาค้าแข้งในไทยอีกครั้ง  โดยได้เซ็นสัญญากับทีมเก่าอย่าง เพื่อนตำรวจ แต่ด้วยวัย ก็ทำให้ได้เล่นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น  ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลิกเล่นและได้ประกาศแขวนสตั๊ด  ในปี พ.ศ. 2551 บทบาทนักเตะจบลงไปแล้ว แต่ยังเขาไม่ได้หยุด  เขาคงเดินหน้าบนเส้นทางฟุตบอลต่อไป แต่เป็นเริ่มบทบาทของโค้ช แทน  เริ่มต้นจาก  ฮองอันห์ยาลาย ก่อนที่จะกลับมาจับงานอาชีพโค้ชในเมืองไทยเริ่มจาก  ศรีราชา เอฟซี, พีทีที ระยอง, การท่าเรือ เอฟซี, พีที ประจวบ เอฟซี, ศรีสะเกษ เอฟซี, ตราด เอฟซี  และฤดูกาลล่าสุดนี่เอง  เขาได้กลายเป็นโค้ชผู้ที่นำประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ มาสู่สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เพื่อพาทีมคว้าแชมป์โตโยต้า ไทยลีก สมัยแรกมาครองด้วยผลงานชนะ 24 เสมอ 5 และแพ้เพียงนัดเดียว พร้อมซิวตั๋วร่วมศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2021 และ 2022 ต่อเนื่อง

ปัจจุบัน “โค้ชโอ่ง”  ดุสิต เฉลิมแสน  เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเฮดโค้ช สโมสร ราชประชา เอฟซี ในศึก M-150 แชมเปี้ยนชิพ และกำลังเตรียมเพื่อที่จะเข้าอบรมผู้ฝึกสอนฟุตบอล หลักสูตร “AFC ‘A’ Certificate Coaching Course” ประจำปี 2564 ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ